พิธีกรรม รำผีไท้

    ชุมชนบ้านป่ากอ  อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ (เชื้อพันธุ์ภูไท)  

         ประเพณีการรำผีไท้ เป็นประเพณีที่ชนเผ่าภูไทบ้านป่าก่อพยายามรวมกลุ่มกันสืบทอดไว้ให้ลูกหลานในชุมชน ทุกปีเมื่อถึงระยะเวลาการประกอบพิธีจะมีชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านในตำบลป่าก่อ หมู่บ้านละ 10 - 15 คน จะมาร่วมกันประกอบพิธีที่บ้านป่าก่อ หมู่ที่ 1 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชนเผ่าภูไทอาศัยอยู่มากที่สุด และมีผู้นำทางพิธีกรรม เรียกว่า “แม่ครู” ซึ่งเป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เดิมเมื่อถึงเวลาประกอบพิธีกรรม ชาวบ้านจะนำลูกหลานและครอบครัว หรือนำผู้ป่วยในครอบครัว มาร่วมพิธีกรรมเพราะเชื่อว่า “ผีไท้” (ผีบรรพบุรุษหรือผีฟ้าที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหนือเทวดา) จะช่วยคุ้มครองป้องกันปกปักรักษาครอบครัว และชุมชนของตนให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเจริญรุ่งเรือง คนป่วยก็จะหายเจ็บป่วย แต่ปัจจุบันพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ
         1) จะมีเฉพาะคนแก่ (ผู้สูงอายุเท่านั้น) ที่ให้ความสำคัญและมาร่วมพิธีกรรม เยาวชนและคนรุ่นพ่อแม่เริ่มไม่เชื่อถือจะมาเพียงยืนมองและดูการประกอบพิธีเพียงแค่เห็นเป็นเรื่องสนุกสนานของคนแก่ เท่านั้น เพราะในพิธีจะมีการร่ายรำ (เมื่ออัญเชิญผีไท้ลงสิงสู่ร่างกายและจิตใจ)
         2) เครื่องดนตรีในพิธีกรรมคือ “แคน” และคนเป่าแคน “หมอแคน” ในพิธีกรรม ปัจจุบันหาคนเป่าแคนในพิธียากมากๆ บางครั้งต้องไปจ้าง “หมอแคน” จากที่อื่น เพราะผู้เป่าแคนต้องเป็นผู้มีศิลปะการเป่าชั้นสูง เป็นเสียงแคนในพิธีกรรม “ซึ่งต้องมีความไพเราะ” สอดคล้องกับช่วงการทำพิธีกรรม ความไพเราะนั้นต้องศักดิ์สิทธิ์ สามารถเรียกวิญญาณ สามารถบูชาผีไท้ให้ได้ยินและลงมาสิงสู่ ดูแลแต่ละครอบครัวที่มาร่วมพิธีกรรมได้ 
         3) การทำพิธีในปัจจุบันทำอย่างต่อเนื่องทุกปีปีละหนึ่งครั้ง แต่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น รูปแบบบางอย่างหายไป เครื่องดนตรีหลายชนิด ซึ่งไม่ใช่เครื่องดนตรีในพิธีกรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น อิเล็กโทน กลอง เป็นต้น คุณค่าของพิธีกรรมในอดีตจะทำเพราะเชื่อว่าถ้าเข้าพิธีกรรมและรับไท้จะช่วยให้ลูกหลานครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย เพราะถือว่าเป็นการไหว้ผีบรรพบุรุษและเทวดาผู้ดูแลรักษาเรา ซึ่งแต่ละครอบครัวก็จะมีผีหรือเทวดาที่มารักษาคุ้มครองแตกต่างกันไปในแต่ครอบครัว ท่ารำต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างเข้าพิธีกรรมจึงแตกต่างกันไป ซึ่งในปัจจุบัน ลูกหลานจะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกสนานของคนแก่ ความเชื่อถือความศักดิ์สิทธิ์ การเคารพบรรพบุรุษลดลง เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่หลายคนมาร่วมพิธีกรรมเพียงแค่มาดูเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น การให้ความสำคัญกับคุณค่าของพิธีกรรม ไม่มีการสืบทอดให้ความรู้กับเด็ก เยาวชน แม้แต่คนรุ่นพ่อแม่ บางคนยังขาดความเคารพนับถือ ขาดความเชื่อถือบรรพบุรุษเหมือนในอดีต การรำผีไท้เป็นวัฒนธรรมของชาว “ภูไท” ริมฝั่งแม่น้ำโขง และมีพบเห็นในพื้นที่ลึกเข้าไปถึง แถบจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนเผ่าภูไท เช่นเดียวกันเป็นวัฒนธรรมความเชื่อ ที่สืบทอดเป็นเชื้อสาย

    การรำผีไท้ที่บ้านป่าก่อจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
          1) ลำผีไท้ในโอกาสวันรวมประจำปีในกลุ่มผู้นับถือ จะนัดรวมกันในวันอังคาร ของเดือน 3 หรือ เดือน 4 โดยสมาชิกจะไปรวมกันพร้อมเครื่องสักการะดังนี้
    - เครื่องสักการะ
    ขัน 5 ขัน 8 ดอกลั่นทมสีขาว ธูป เทียน ดอกไม้ อื่น ๆ สีขาว เหล้า 1 เป๊ก น้ำมะพร้าว ไข่(ดิบ) ถ้วยข้าวสารสำหรับตั้งไข่ ผ้าซิ่น แพรวา ค่าครูหกสลึง
    - การบูชา
    มีการเตรียมสถานที่ก่อน 1 วัน เช่นกางเต็นท์ หรือทำ “ผาม” (ปะรำพิธี) เพื่อต้อนรับสมาชิก ซึ่งจะเริ่มทยอยเข้ามารวมกันตั้งแต่เช้าของวันทำพิธี จนบ่าย 3-4 โมง เริ่มเตรียมประกอบพิธีโดย 
    “หมอหลวง” ซึ่งที่บ้านป่าก่อนั้น ผู้นำทางพิธีกรรมเป็นผู้หญิงชาวบ้านมักเรียกว่า “แม่ครู” คือผู้นำทำพิธีซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโสที่สุด เป็นหญิงหรือชายก็ได้ แม่ครูจะนุ่งชุดผ้าไหม (หรือชุดที่สวยที่สุด) เข้าทำพิธี สมาชิกแต่ละคนจะถือเครื่องสักการะของตนซึ่งมีทุกคน คำกล่าวในคำสักการะขึ้นต้นด้วยนะโม 3 จบ และต่อด้วยการอัญเชิญ “ไท้” ผู้ซึ่งให้การดูแลรักษาเหล่าเทวดา และวิญญาณบรรพบุรุษ เนื้อหาในการสื่อสารกับไท้นั้น เป็นคำเยินยอว่าได้เลือกสถานที่ วันเวลา ในการประกอบพิธี ในขณะนั้นว่าดีเลิศเหมาะสมจึงขอเชิญท่านได้ ผู้รักษาและต่อด้วย สรรพคุณของท่านให้มากมาย ซึ่งคำเหล่านี้จะไม่เอ่ยวาจาทุกคำ แต่จะเป็นการสื่อสารทางใจ หรืออธิฐานในใจ ถ้าท่านไท้จะเทียม (ลงล่วง หมายถึง เข้าสิง) สังเกตผู้ไหว้วอนนั้น จะมีอาการสดชื่น ยินดีหน้าตาเบิกบาน เมื่อได้ยินเสียงแคน ก็จะลุกขึ้น ลำ ฟ้อน แสดงความสนุกสนาน ตลอดถ้าเหนื่อยก็จะไปนั่งเสี่ยงทายสลับกันไป ท่ารำ (ฟ้อน) มีดนตรีประกอบคือ แคน ในท้องถิ่นที่นับถือกันมาก ส่วนท่ารำ จะเป็นไปตามความถนัดของผู้รำ จะร้องรำประกอบดนตรีไปโดยจับถ้อยคำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งเนื้อความลำนั้น จะเกิดขึ้นเองได้เอง (นึกได้) ในขณะทำพิธีนั่นเอง ส่วนท่าฟ้อน ก็จะเป็นไปตามความถนัดของแต่ละคน แต่อาจมีท่าที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เช่น ท่าปักดำ เกี่ยวข้าว เป็นต้น
         2. รำผีไท้ในโอกาสรักษาคนป่วย (รำส่อง)เมื่อมีคนเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ หาสาเหตุของการเจ็บป่วยไม่ได้ แม้เข้ารักษาตามแบบวิทยาการสมัยใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีอาการดีขึ้น ญาติของผู้ป่วยก็จะไปติดต่อ “หมอหลวง” มารำส่องดูว่า ผู้ป่วยนั้นถูก “ทำ” หรือไม่ โดยเตรียมเครื่องสักการะตามปกติ และตั้งไข่ในด้วยข้าวสารเพื่อเสี่ยงทาย หมอหลวงจะสังเกตดูคนป่วยในขณะรำ ถ้าเห็นหน้าตาเบิกบานอยากลุกขึ้นแสดงว่า คนป่วยนั้นจะสามารถรักษาได้ด้วยการรำไท้ และเข้าเป็นสมาชิกของไท้ต่อไป แต่ถ้าสังเกตเห็นคนป่วยนอนเฉยไม่มีจิตใจ “ม่วนชื่น”ไม่อยากรำฟ้อน ไม่ยิ้มแย้มก็จะแสดงว่า คนป่วยนั้นสามารถรักษาได้
         3. การรำตัดเคราะห์หรือปัดรังครวน (ควัญ) เป็นการทำพิธีให้สมาชิกของรำผีไท้ ทำพร้อมกันกับการรำในโอกาสวันรวมประจำปี โดยมีการเตรียมเครื่องสักการะคือ ข้าวดำ ข้าวแดง ไก่ น้ำอบน้ำหอม และหมอหลวง จะมีอุปกรณ์ตัดเคราะห์คือดาบ เมื่อสมาชิกสังเกตในรอบปีที่ผ่านมา มีการเจ็บป่วยบ่อย ๆ ก็จะให้หมอหลวงทำการตัดเคราะห์กรรมโดยมีการรำดาบ และใช้ดาบตัดตามข้าง ๆ ตัว ผู้เป็นสมาชิกนั้น เมื่อเห็นว่าการตัดเคราะห์เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะห่อข้าวดำ ข้าวแดง และเป็นนัยว่า ห่อพร้อมกับเคราะห์ไปทิ้ง และก็พรมน้ำอบน้ำหอม ซึ่งถือว่าเป็นการชำระล้างเคราะห์ และป้องกันไม่ให้เคราะห์กลับเข้าหาตัวอีครั้ง

     

    source : https://www.m-culture.go.th/ilove/ewt_snews.php?s=YW1uYXRjaGFyb2VuQEBAMTQx

                http://province.m-culture.go.th/amnatcharoen/his54/his_pitee.htm  

    © 2018 Thai Local Wisdom. All Rights Reserved. Designed By Agritech