ภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ สลุงและขันเงิน

    ชุมชนวัดศรีสุพรรณ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

               เครื่องเงินชุมชนวัดศรีสุพรรณ อยู่คู่กับชาวล้านนามานับตั้งแต่สมัยพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ ได้นำสล่าหลายแขนงมาจากเชียงแสน จนกระทั่งในสมัยพระเจ้ากาวิละ ได้กอบกู้เมืองเชียงใหม่ มีการรวบรวมผู้คนมาร่วมฟื้นฟูดังคำกล่าวว่า “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” โดยให้ราชสกุลต่างๆ เข้ามาตั้งรกรากในเมือง กวาดต้อนผู้คนและสล่าที่อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน หรือแม่น้ำคงให้เข้ามาอยู่ในบริเวณรอบกำแพงเมืองเชียงใหม่ สำหรับสล่าเครื่องเงินนั้นได้เข้ามาอยู่ในบริเวณชุมชนวัดศรีสุพรรณ ถนนวัวลายจนถึงปัจจุบัน
               สลุงและขันเงินถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนวัดศรีสุพรรณ สลุงและขันเงินมีรูปร่างลักษณะที่คล้ายคลึงกันเพียงแต่มีน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน สลุงจะมีน้ำหนักเงินตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป ส่วนขันเงินมีน้ำหนักเงินน้อยกว่า 10 บาท สลุงพื้นเมืองของเชียงใหม่นั้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ก้นและที่ปาก ไม่ต่างกันมากนัก ทำให้รูปทรงของสลุงเกือบจะตรงเป็นทรงกระบอกเลยทีเดียวซึ่งแตกต่างจากขันของภาคกลางที่เป็นทรงปากกว้างแต่ก้นแคบในแบบที่เรียกว่าทรงมะนาวตัด
             ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนวัดศรีสุพรรณอื่น ๆ อาทิ ข้อแข้งข้อขา (กำไลข้อเท้า) เป็นเครื่องประดับสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องประดับทั่วไปและโต๊ะใส่เมี่ยงเพื่อถวายพระที่มีลวดลาย ที่สวยงามซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาได้ยากในปัจจุบัน
             เครื่องประดับเงิน ชุมชนวัดศรีสุพรรณแบ่งออกเป็นเครื่องประดับเงินที่ทั้งสลักลวดลาย หรือไม่สลักลวดลายต่างๆ และเครื่องประดับเงินตกแต่งด้วยพลอย อัญมณี หรือวัสดุอื่นๆ อาจทำเป็นชุดเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ แหวน ตุ้มหู หรือ กำไล เป็นต้น ปัจจุบันเครื่องประดับเงินชุมชนวัดศรีสุพรรณ มีลูกค้าต่างชาติจากทุกทวีปทั่วโลกเดินทางมาสั่งผลิตชิ้นงานถึงในชุมชน ซึ่งช่างฝีมือในชุมชนสามารถใช้ทักษะฝีมือ ความชำนาญและภูมิปัญญาการทำเครื่องประดับเงินที่สืบทอดมาจากอดีตนำมาสร้างสรรค์ ต่อยอดผลิตชิ้นงานตามที่ลูกค้าต้องการได้ จนเป็นที่ยอมรับของลูกค้าในระดับสากล

             สลุงและขันเงินถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนวัดศรีสุพรรณ สลุงและขันเงินมีรูปร่างลักษณะที่คล้ายคลึงกันเพียงแต่มีน้ำหนักที่ไม่เท่ากัน สลุงจะมีน้ำหนักเงินตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป ส่วนขันเงินมีน้ำหนักเงินน้อยกว่า 10 บาท สลุงพื้นเมืองของเชียงใหม่นั้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ก้นและที่ปาก ไม่ต่างกันมากนัก ทำให้รูปทรงของสลุงเกือบจะตรงเป็นทรงกระบอกเลยทีเดียว ซึ่งแตกต่างจากขันของภาคกลางที่เป็นทรงปากกว้างแต่ก้นแคบในแบบที่เรียกว่าทรงมะนาวตัด

            ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนวัดศรีสุพรรณอื่น ๆ อาทิ ข้อแข้งข้อขา (กำไลข้อเท้า) เป็นเครื่องประดับสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องประดับทั่วไปและโต๊ะใส่เมี่ยงเพื่อถวายพระที่มีลวดลาย ที่สวยงามซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาได้ยากในปัจจุบัน

    เทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ในการทำเครื่องเงิน

            ในการทำเครื่องเงิน ชาวชุมชนวัดศรีสุพรรณจะเริ่มจากการวาดรูปลวดลายที่บนตัวชิ้นงานก่อน แล้วจึงตอกลายจากด้านในให้นูนขึ้นตามแบบที่ร่างไว้ด้านนอก กระบวนการนี้เรียกว่าการ "ดุน" หลังจากนั้นจะใส่ "ชัน" (วัสดุเนื้อสีดำ มีความเหนียว หลอมเหลวได้ที่ความร้อนสูง) อัดไว้ในโพรงที่ดุนไว้ แล้วพลิกชิ้นงานกลับอีกด้านหนึ่ง นำมาวางบนแท่น แล้วทำการตอกลาย หรือ "บุ" เป็นลายต่าง ๆ ต่อไป รวมสองเทคนิคนี้เข้าด้วยกันจึงเรียกว่า "การบุดุน"
            ในขณะที่สลุงพม่านิยมบุดุนเป็นลายลึกให้เป็นรูปชาดกหรือรูปสิบสองนักษัตร แต่สลุงของเชียงใหม่จะมีลายที่ไม่ลึกมากเท่ากับของพม่า แต่ก็ลึกกว่าของภาคกลาง แต่เดิมนนั้นชาวเชียงใหม่โบราณนิยมใช้สลุงเรียบ ต่อมาปรากฏมีลายที่หลากหลายบนภาชนะเครื่องเงิน เช่น ลายชาดก ลายสิบสองนักษัตร ลายดอกกระถิน ลายดอกทานตะวัน ลายสับปะรด ลายนกยูง ลายดอกหมาก ลายแส้ ลายฝักข้าวโพด เป็นต้น
            ลายสิบสองนักษัตรของเชียงใหม่มีอายุกว่า 100 ปีมาแล้ว และมีความแตกต่างจากภาคอื่น ๆ ตรงที่ปีกุนเป็นรูปช้าง ไม่ใช่รูปหมูอย่างที่อื่น ขันเงินใบหนึ่งมักมีลายหลายอย่างผสมผสานกัน เช่น ลายนักษัตรมีรูปสัตว์อยู่ในกรอบรูปต่าง ๆ เช่น กรอบรูปแหลม หรืออาจจะมีรูปลิงหลายตัวต่อ ๆ กัน โดยที่กรอบหนึ่ง ๆ เรียกว่า โขงหนึ่ง ขันขนาดใหญ่จะมีครบทั้ง 12 ราศีในกรอบ 12 กรอบซึ่งก็จะเรียกว่า 12 โขง
            ลายดอกกระถินมีลักษณะเป็นลายดอกที่เป็นตะแกรงถี่นูนรูปกลม มีใบยาวขึ้นไปตอนบน 2 ด้าน เหมือนเขาสัตว์ซึ่งไม่เหมือนใบกระถินจริง ๆ ส่วนลายดอกทานตะวันและลายสับปะรดนั้นดัดแปลงมาจากดอกกระถินอีกต่อหนึ่ง ลายดอกทานตะวันมีรูปดอกแบบเดียวกับดอกกระถินแต่แทนที่จะมีใบยาวแหลม 2 ใบขึ้นข้างบนก็มีกลีบเล็ก ๆ รอบ ๆ เกสรดอกเป็นกลีบทานตะวัน ลายบนสลุงเชียงใหม่นั้นมักไม่เสมอกันทุกกลีบ แต่อาจมีกลีบ 3–4 กลีบที่ยื่นยาวกว่าส่วนอื่น และมักยื่นขึ้นไปตอนบน ส่วนลายสับปะรดนั้นเหมือนดอกกระถินทุกอย่างแต่ตัวดอกหรือตัวสับปะรดนั้นจะเป็นรูปรียาวกว่าดอกกระถินซึ่งกลม

    source : http://culture.mome.co/silverornaments/  

                

     

    Media

    No video? Get the DivX browser plug-in for Windows or Mac

    © 2018 Thai Local Wisdom. All Rights Reserved. Designed By Agritech