ชุมชนบ้านท่ามะไฟหวาน

    ประวัติ

                ท่ามะไฟหวานเป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ ชื่อประวัติความเป็นมาประมาณ 25 ปี แต่เป็นหมู่บ้านรุ่นแรกบนภูโคง จุดกำเนิดที่แท้จริงของหมู่บ้านเกิดจากประชาชนคนแรกที่เป็นนักโทษหนีคดีขึ้นมาหลบซ่อนตัวในป่าทึบราวๆ พ. ศ. 2505 และในปีนี้เองบนภูแลนคา การตัดไม้โดยโรงเลื่อยจักรไทยเพิ่มพูน เนื่องจากโรงเลื่อยได้รับอนุญาตให้สัมปทานตัดไม้บนภูแลนคาเป็นระยะเวลาติดต่อกันถึง 40 ปี ในช่วงเวลานี้เองที่ป่าดงดิบที่หนาทึบเริ่มโล่งเตียนไปเรื่อย ๆ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ ๆ ภูแลนคา เช่น บ้านโคกลาม บ้านนาหนองทุ่ม บ้านนาแก อำเภอแก่งคร้อ ซึ่งเป็นพรานล่าเนื้อได้ขึ้นมาล่าสัตว์ พรานล่าเนื้อที่มีฝีมือเป็นที่ขึ้นชื่อในเวลานั้น ได้แก่  พรานเลียบ  พรานเพ็ง  พรานแพง ขึ้นมาล่าเนื้อเป็นประจำจนจําเป็นต้องปลูกที่พักหรือเถียงไฮ่ไว้เป็นที่เก็บเสบียง และเก็บอุปกรณ์สำหรับล่าสัตว์ในแต่ละครั้ง ที่ตั้งเถียงไฮ้ของพรานเหล่านั้นอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำปะทาว ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านท่ามะไฟพัฒนาครั้นเวลานั้นเข้าก็มีผู้ล่าสัตว์เป็นจำนวนมากขึ้น นักล่าสัตว์เหล่านี้ต้องมาพักค้างคืนบนเขาจึงต้องนำอาหารขึ้นมารับประทานด้วย โดยเฉพาะอาหารประเภทผักต่าง ๆ เช่น ฟักทอง มะละกอ เป็นต้น บางครั้งเมล็ดผักต่าง ๆ เหล่านั้นแกจัด และร่วงหล่นบนพื้นดิน เมล็ดผักก็เจริญเติบโตมาเป็นพืชผักที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะเมื่อฝนตกลงมาในฤดูฝน เมล็ดผักก็จะเจริญเติบโตงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ผลผลิต เมื่อนักล่าสัตว์กลับลงไปยังพื้นราบ ก็จะนำผลผลิตที่ได้จากบนภูเขาลงไปด้วย และเมื่อเขากลับขึ้นมาล่าสัตว์ใหม่ นักล่าสัตว์เหล่านี้จะนำพันธุ์ผักต่าง ๆ ขึ้นมาปลูกด้วย เพราะช่วงเวลานั้นพื้นที่ป่าบางส่วนเริ่มโล่งเตียนจากการตัดของโรงเลื่อยไม้ และจากสภาพไฟไหม้ป่าพืชผักต่าง ๆ ที่นำมาปลูกในพื้นที่เหล่านั้นก็เริ่มเจริญงอกงาม และให้ผลผลิตที่ดีมากชาวบ้านซึ่งเป็นลูกหลานของนายพรานต่าง ๆ
    จึงชักชวนกันขึ้นไปจับจองที่ดินทำกินกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดในช่วงปีพ. ศ. 2512 -2518 การอพยพครั้งใหญ่ของประชาชนจากทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้หลั่งไหลเข้ามาสู่หมู่บ้านท่ามะไฟหวาน โดยในช่วงแรก ๆนั้นจะมีการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาประมาณ 100 หลังคาเรือน หลังจากนั้นก็สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นที่พักของสงฆ์ และเพื่อเป็นที่ชุมชนทำบุญตักบาตรและประกอบภารกิจด้านศาสนาเรื่อยมา

    ในช่วงที่เกิดการอพยพ ทางราชการโดยฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองได้ดูแลบ้างเป็นบางครั้งถึงประมาณ ปีพ. ศ. 2514 ชุมชนได้มีความหนาแน่นมากขึ้น ลูกหลานของชุมชนก็มีมากขึ้น กลุ่มของชาวบ้านซึ่งอพยพจากทุกภาพได้มีการปรึกษาหารือเรื่องวัดภูเขาทองปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านท่ามะไฟหวานซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาของหมู่บ้าน และเป็นบริเวณที่อยู่ใจกลางของหมู่บ้านชาวบ้านจึงได้ตกลงการย้ายวัดมาอยู่ที่แห่งใหม่ห่างจากที่เดิมไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 50 เมตรขึ้นเป็นวัดภูเขาทองในปัจจุบันหลังจากนั้นได้มีชาวบ้านที่มีความรู้โดยเฉพาะประชาชนที่อพยพมาจากภาคเหนือได้ชักชวนชาวบ้านพ่อแม่ผู้ปกครองให้ส่งบุตรหลานมาเรียนหนังสือที่ศาลาวัดซึ่งมุงหลังคาไว้ ต่อมาทางราชการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาโดยเฉพาะเด็กบนหลังเขาอันห่างไกลความเจริญของหมู่บ้านท่ามะไฟหวานซึ่งได้มีการเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการเพื่อสอนหนังสือแก่ลูกหลานขึ้นเป็นปีแรกคือปีพ. ศ. 2518 โดยมีครูผู้สอน 2 คนปฏิบัติหน้าที่เป็นครูใหญ่และครูผู้สอนและในปัจจุบันอาจารย์ทั้งสองยังคงปฏิบัติการสอนอยู่

    บ้านท่ามะไฟหวานเริ่มตั้งเป็นหมู่บ้านเป็นทางการเมื่อ 8 มิถุนายน 2521 โดยมีนายเคน นาใจกล้าราษฎรจากจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก จากนั้นบ้านท่ามะไฟหวานก็พัฒนามาเรื่อยทั้งจากชาวบ้านเอง และจากองค์กรภายนอกชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาขึ้นเกิดจากปัจจัยภายในชุมชน บุคลากรของหมู่บ้านบุคคลสำคัญที่เป็นที่หล่อหลอมจิตใจชาวบ้านให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันนี้

    การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชุมชนต่างวัฒนธรรม

    เนื่องจากบริเวณหลังเขาภูแลนคาซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านท่ามะไฟหวาน แต่เดิมเป็นป่าทึบมีสัตว์ชนิดต่าง ๆ จำนวนมากมีต้นไม้นานาชนิดมีลำห้วยประทาว ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำปะทาว และมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ คือ ลำห้วยน้อย ลำห้วยค่า ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำลำปะทาวที่อุดมไปด้วยปลานานาชนิด อันเป็นแหล่งทำมาหากินที่อุดมสมบูรณ์ทั้งในด้านการประมง และการเกษตรของชาวบ้านท่ามะไฟหวาน จากการรวมของกลุ่มคนและหลายจังหวัดสามารถแบ่งกลุ่มวัฒนธรรมได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มวัฒนธรรมไทย กลุ่มวัฒนธรรมลาว และกลุ่มชาวต่างประเทศ

    ลักษณะภูมิประเทศ

    สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีภูเขาล้อมรอบสามด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ติดภูแลนคาและภูโค้ง ทิศตะวันออกติดอุทยานแห่งชาติน้ำพองพื้นที่ทางทิศเหนือของอำเภอเป็นที่ราบสลับที่ดอน ทิศใต้และทิศตะวันออกของอำเภอเป็นที่ราบ และภูเขาจะมีบริเวณที่ราบลุ่มก็เฉพาะบริเวณติดกับลำห้ว

    Read 548 times
    © 2018 Thai Local Wisdom. All Rights Reserved. Designed By Agritech