ชุมชนดารุลมุกีม

    ข้อมูลชุมชนดารุลมุกีม       
              ชุมชนดารุลมุกีม มีเนื้อที่ชุมชนประมาณ 20 ไร่เศษเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจำนวน 40 % มีประชากรทั้งหมด 235 ครัวเรือน 1500 คนโดยประมาณไม่รวมประชากรแฝง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 มีกลุ่มมุสลิมจากบางกะปิจำนวนหนึ่งได้ย้ายเข้ามาตั้งรกรากอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยยังไม่มีมัสยิด เมื่อชุมชนเริ่มมีผู้อยู่อาศัยมากขึ้น จึงทำเรื่องก่อตั้งขอจดทะเบียนขึ้นเป็นมัสยิดกับองค์กรศาสนาในปี พ.ศ.2543 ได้ทำการขอจดทะเบียนเป็นชุมชนกับ กทม. โดยมีนางสุกัญญา เลาะและ เป็นผู้นำชุมชน (ดำรงตำแหน่งมากว่า 18ปี) จากนั้น ภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วม พัฒนาชุมชนจนได้มีโรงเรียนสอนศาสนาเกิดขึ้น มี**นักเรียนทั้งหมด 180 คน เปิด จันทร์-พฤหัส เวลา15.30-17.30น. และ เสาร์-อาทิตย์ เต็มวัน เด็กในชุมชน 100% เรียนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนวัดราชโกษา (สมัยก่อนมีการบังคับให้เรียนแค่เพียงโรงเรียนสอนศาสนา จนนางสุกัญญา เลาะและ(ผู้นำชุมชน) เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้ พ่อ-แม่ ของเด็กให้มีการส่งลูกๆเรียนภาษาไทย)  

    **เด็กอิสลามทุกคนจะถูกบังคับให้ต้องเรียน**

             จากนั้นประมาณปี พ.ศ. 2545-2546 ได้มีการก่อตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้น ปีพ.ศ. 2547 มีกองทุนหมู่บ้าน ต่อมาในปีพ.ศ. 2554 มีการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้าน สังกัดกทม.และได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชน(SML) ปีพ.ศ.2558 ได้เริ่มโครงการตลาดนัดวันพุธของชุมชน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อของของคนในหมู่บ้าน และเป็นการเพิ่มตลาดให้กับผลผลิตของเกษตรกรในชุมชน ในปีพ.ศ. 2559 ได้เข้าร่วมโครงการจิตอาสาเฝ้าระวังภัย โครงการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน(อปพร.)และโครงการตำรวจบ้าน  และต่อมาในปีพ.ศ. 2560 มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน (เงินส่วนพระองค์ของราชินี ร.9 ต้องส่งโครงการชุมชนเข้าไปประกวด ได้รับรางวัลที่1ของโซนตะวันออกได้เงินมาช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดที่ส่งบำบัดแล้วต้องการทำงานเลี้ยงชีพ สามารถเข้ามาทำเรื่องของกู้เงินได้ โดยเสียค่าดอกเบี้ย)

            ฐานะของประชากรในชุมชน คือ ปานกลาง ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ของมัสยิด อาชีพส่วนใหญ่ 50% เป็นพนักงานบริษัท 30 % เกษตรกรรม (นาข้าว ในอดีตมีเลี้ยงกุ้ง - ปลา) 20% รับราชการ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นชาวนา ทำนาปรัง ปีละ 2 ครั้ง โดนหว่านเมล็ดช่วง พฤษภาคมและช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยบริเวณของหมู่บ้านจะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ (สมัยก่อนที่จะมีสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงตุลาคม-พฤศจิกายนน้ำจะท่วมทุกปี เพราะน้ำจะไหลมารวมกันบริเวณขุมทองจึงทำนาไม่ได้ จนสนามบินเมื่อสร้างสุวรรณภูมิทางรัฐบาลก็ได้มีการจัดการระบบน้ำใหม่ เพื่อเลี่ยงน้ำท่วมบริเวณสนามบิน) นอกจากการทำนาแล้ว ยังมีเกษตรกรที่ทำสวน-เลี้ยงปลาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะทำในพื้นที่ของตนเอง เป็นการปลูกมะม่วง มะนาว มะพร้าว กล้วย และพืชผักสวนครัวต่างๆ โดยการทำเกษตรกรรมทั้งหมดจะใช้น้ำจากคลองประเวศฯ

           รายได้ของคนในชุมชนมากจากการทำนาและเงินเดือนของลูกหลานเป็นหลัก ซึ่งจะมีอาชีพเสริมคือ การทำสวน เลี้ยงปลา และขายของในตลาดชุมชน และรายจ่ายส่วนใหญ่ของคนในชุมชน มักเสียกับค่าส่งลูกหลานเล่าเรียน เป็นหลักเพราะต้องเรียนทั้งโรงเรียนไทยและโรงเรียนสอนศาสนา

    ปัญหาของชุมชน ส่วนใหญ่เกิดจากค่าครองชีพสูง-รายได้ต่ำ ขาดตลาดที่จะรองรับผลผลิตทางการเกษตร และปัญหายาเสพติด (ซึ่งมีผู้ขาย 5 %)
    ผลงานของชุมชน
    - ส่งเด็กไปประกวด กอวี ชนะระดับประเทศได้ถ้วยพระราชทานพระเทพ และมีการส่งเด็กไปเมืองนอก (กอรี คือ การอ่านภาษาอาหรับ)
    - ส่งเด็กไปประกวดอ่านภาษาอังกฤษ (ชนะระดับเขตได้ไปแข่งต่อที่ประเทศออสเตรเลีย)

    วัฒนธรรมของชุมชน
            - ในวันพ่อ-วันแม่ หรือวันสำคัญต่าง ๆ ของประเทศ จะมีการยกธงธรรมดา ไม่มีการจัดงาน
            - ในศาสนาอิสลามมีประเพณีถือบวชหรือการถือศีลอด บุคคลผู้นับถือศาสนาอิสลามทุกคนตั้งแต่ เก้าขวบขึ้นไปต้องถือศีลอด เป็นการละการกินน้ำ อาหารและน้ำลาย (ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น ตีสี่-จนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่เกิน 1 ทุ่ม จะทำหนึ่งเดือนของทุกปี โดยระยะเวลาเร็วขึ้นปีละ 1 เดือน ** ปีนี้เดือนมิถุนายน**)
           - หลังจากออกบวชจะมีพิธีทางศาสนา (คล้าย ๆ ออกพรรษาของศาสนาพุทธ) จนเว้นไปอีกประมาณ 3 เดือน ออกอีด ออกที่ไปทำฮัจญ์ (แสวงบุญ) ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย (ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก หากบุคคลใดประสงค์ไปแต่ไม่มีทุนทรัพย์ สามารถมาขอกู้เงินกองทุนหมู่บ้านได้)
           - พิธีแต่งงาน เรียกว่า นิกะห์  ซึ่งศาสนาอิสลามจะไม่มีฤกษ์แต่งงาน เนื่องจากไม่มีความเชื่อเรื่องโชคชะตา
           - มีการตัดผมไฟเด็กที่คลอกแล้ว ภายใน 7 วันต้องทำพิธี จะมีอาจารย์ของศาสนาอิสลามมาทำพิธีให้
           - ในวันเด็กของทุกปี จะจัดกิจกรรมใหญ่มาก ซึ่งจะมีเด็กมาข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 300-500 คน เด็ก ๆจากชุมชนข้างเคียงก็จะพากันมาร่วมงานด้วย
           - ในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดงานประจำปีของชุมชน (ไม่ใช่การฉลองวันปีใหม่ เนื่องจากศาสนาอิสลามไม่มีวันปีใหม่)
           - มีการละหมาด 5 เวลาต่อวัน และมีการละหมาดใหญ่ทุกวันศุกร์ เวลา 12.45 น. (ผู้ชายละหมาดที่มัสยิด / ผู้หญิงละหมาดที่บ้าน)
           - ทุกเดือนจะมีการสอนอ่านกอรีใหญ่ 1 ครั้ง ที่ลานกิจกรรมของชุมชน ส่วนมากจะทำวันศุกร์ เวลา 5โมงเย็น – 5 ทุ่ม
     ภูมิปัญญาของชุมชน (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอาหารการกินที่เด่น)
            - มีน้ำพริกของกลุ่มแม่บ้าน (ที่เด่นสุด)
            - มีข้าวหมกข้าวมันของคุณป้าสุกัญญา
    นักปราชญ์ชุมชน
         ส่วนใหญ่เป็นคนเก่าแก่ของชุมชน ทีเกี่ยวข้องกับประวัติของชุมชน (ไม่มีนักปราชญ์ภูมิปัญญา)
              1. ฮัจญีสว่า บุญมาเลิศ (ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม)
              2. ฮัจญีสนั่น ยะก๊บ (ผู้ร่วมก่อตั้งมัสยิด)
              3. ฮัจญีอนันต์ นาคนาวา (ผู้ร่วมก่อตั้งมัสยิด)
              4. นางสุกัญญา เลาะและ (เป็นผู้นำชุมชน)
              ​5. นายสมบูรณ์ เลาะเซน (ประธานชุมชน)

    คณะกรรมการชุมชน
             1. นายสมบูรณ์ เลาะเซน (ประธานชุมชน)
             2. นางทองสุก เกิดแสง (รองประธานชุมชน)
             3. นางสุกัญญา เลาะและ (เลขาชุมชน)
             4. นางสุนันท์ เจริญสุข (เหรัญญิก)
             5. นางสุกัญญา อ่วมถนอม (ฝ่ายทะเบียน)
             6. นางมณฑา ชัยสันทนะ (ฝ่ายประชาสัมพันธ์)
             7. นายมุซา บางใหญ่ (ฝ่ายปฏิคม)

     

     

     

    Read 134 times
    © 2018 Thai Local Wisdom. All Rights Reserved. Designed By Agritech