ชุมชนจีนหัวตะเข้

    ชุมชนจีนหัวตะเข้ 

    เมื่อจินตนาการถึงบ้านไม้ริมคลอง ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านต่างจังหวัด หรือตลาดน้ำฮิตๆ ที่คนเมืองชอบขับรถไปเที่ยวในวันหยุด โดยไม่ทันนึกถึงชุมชนริมคลองที่อยู่ใกล้ตัว อย่าง ชุมชนตลาดเก่าหัวตะเข้ ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟลาดกระบัง โดยการเดินทางก็มาง่าย ไม่ต้องขับรถมาหาที่จอดให้หงุดหงิด ด้วยแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ลงสถานีลาดกระบัง แล้วต่อสองแถวเพียง 7 บาท มาลงตลาดหัวตะเข้ เดินเข้าซอยลาดกระบัง 17 ผ่านโรงเจเก่าจนสุดทาง เลี้ยวขวา ข้ามสะพานที่เป็นเหมือนเส้นแบ่งของโลกที่วุ่นวายกับความสงบของวิถีชีวิตริมน้ำ

     01 ชุมชนตลาดเก่าหัวตะเข้

    ภาพสายน้ำไหลเอื่อยๆ บ้านไม้เก่าแก่ติดริมคลอง โดดเด่นด้วยตัวบ้านยกสูง ด้านล่างเป็นลานพร้อมท่าน้ำให้นั่งเล่น ด้านบนทำเป็นชั้นลอย ในอดีตเป็นที่สำหรับเก็บของเพื่อการค้าขาย มีช่องรับลมไว้สำหรับสอดส่องพวกโจรที่ในอดีตมักเดินทางด้วยเรือ ซึ่งการคมนาคมด้วยเรือนั้นปัจจุบันก็ยังเป็นพาหนะของคนที่นี่เป็นครั้งคราว โดยเราจะได้ยินเสียงเรือหางยาววิ่งแทนรถยนต์เป็นระยะ บางคนใช้การพายเรือข้ามคลองไปตลาดฝั่งตรงข้าม ซึ่งจะสะดวกกว่าการเดินอ้อมข้ามสะพาน

    ระหว่างทางทั้งซ้ายขวา จะพบว่าบางบ้านเปิดเป็นขายอาหาร ทำขนม ขายอุปกรณ์เครื่องเขียนและอุปกรณ์จับปลา มีบ้านที่เคยเปิดเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน ก่อนจะปิดไปในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วเปลี่ยนมาขายอุปกรณ์เครื่องเขียนจีนต่างๆ จนปัจจุบันหันมาทำขนมขายแทน หรือถัดเข้าไปอีกนิดก็จะพบกับโรงเรียนศึกษาพัฒนา ที่คงอาคารไม้ดั้งเดิมขนาดย่อม และอีกหลากหลายเรื่องราวทั้งเรื่องอดีต และอนาคตที่กำลังลังจะเกิดขึ้นภายในชุมชมแห่งนี้

    02 อดีต

    “สมัยรัชกาลที่ 5 ชุมชนหัวตะเข้ถือเป็นศูนย์กลางของชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก” ‘ป้าอ้อย’ – อำภา บุณยเกตุ ผู้ประสานกลุ่มคนรักหัวตะเข้ เริ่มเล่าถึงวันวานที่แสนคึกคักของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นมีการขุดคลองประเวศจากพระโขนงถึงฉะเชิงเทรา ทำให้มีความเจริญเกิดขึ้นทั้งสองริมฝั่งคลอง มีตลาดสด ร้านรวง และชุมชนริมน้ำที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย โดยชุมชนหัวตะเข้เป็นจุดที่ใหญ่ที่สุด เพราะเป็นจุดตัดของคลอง 3 คลอง ได้แก่ คลองจระเข้ คลองปลาทิว และคลองประเวศด้วยจุดตัดของคลองสามคลองนี่เอง ทำให้เกิดสี่แยกคลองขนาดย่อม ที่คนดั้งเดิมพูดกันติดปากเวลาจะเดินทางมาย่านนี้ว่า ‘ไปสี่แยก’ แต่ที่มาของชื่อชุมชนนี้จริงๆ แล้วเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ขุดคลองบริเวณนี้บังเอิญขุดไปเจอกะโหลกจระเข้ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง มีแค่ส่วนหัว แต่ไม่มีตัว จึงกลายเป็นชื่อชุมชน ‘หัวตะเข้’ ซึ่งกะโหลกนี้ก็ยังอยู่ที่ศาลเจ้าปึงเถ้ากงจนถึงปัจจุบัน

    “เมื่อก่อนพื้นที่บริเวณนี้เจริญรุ่งเรืองมาก ฝั่งทิศเหนือจะเป็นตลาดไม้ยาวเหยียดกว่า 150 ห้อง และอีกฝั่งหนึ่งราว 58 ห้อง ผู้คนค้าขายกันครึกครื้น มีโรงเจ ศาลเจ้า ร้านทอง ร้านหมอ มีขายทุกอย่างทั้งยาจีนและยาไทย เรียกได้ว่าเป็นเหมือนศูนย์การค้าชานเมืองเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่เชิงตลาดน้ำ แต่เป็นตลาดเก่าแบบตลาดไม้มากกว่า” ป้าอ้อยเล่าย้อนอดีตอย่างออกรสออกชาติ “ที่นี่ยังเป็นสถานที่จอดเรือขายสินค้าและต่อเรือ มีโรงไม้และช่างไม้ฝีมือดีอยู่หลายแขนง จนกระทั่งเริ่มมีถนน มีสนามบินเข้ามา กลิ่นอายเก่าๆ ก็เริ่มหายไป” ป้าอ้อยเล่าพร้อมกับถอนหายใจอย่างช้าๆ

    03 วิถีดั้งเดิมเจือจาง

    เนื่องจากความเจริญของเมืองที่แทรกเข้ามา ผู้คนก็เริ่มหันไปใช้รถใช้ถนนมากขึ้น จนการเดินทางทางเรือไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ตลาดไม้ริมฝั่งคลองที่เคยคึกคักก็กลับเงียบเหงา ไม่มีผู้คนเข้ามาจับจ่ายซื้อของ จนพ่อค้าแม่ค้าเริ่มทยอยปิดกิจการกันไปทีละคนสองคน

    “ในอดีต ภูมิปัญญาสำคัญของที่นี่คือช่างไม้ ทำให้เรามีโรงไม้เยอะมาก แค่ในตลาดอย่างเดียวก็ 7-8 โรงแล้ว เอาไว้ทำเรือ ซ่อมเรือ แต่เมื่อชาวบ้านใช้เรือน้อยลงเรื่อยๆ โรงไม้ก็ค่อยๆ ปิดตัวลง จนกระทั่งเหลือโรงสุดท้าย เป็นโรงไม้สำหรับสร้างระหัดวิดน้ำนาข้าว ซึ่งไม่นานก็ปิดกิจการตามไปด้วย อาชีพดั้งเดิมอย่างช่างไม้ ช่างตีมีด ตีเคียว ก็หายไป เหลือเพียงอาชีพค้าขายที่ยังพออยู่ได้ เพราะมีโรงก๋วยเตี๋ยวและโรงโม่แป้งที่ยังพอประคองกิจการไปได้บ้าง” ป้าอ้อยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง

    04 ตลาดตาย

    นอกจากอาชีพดั้งเดิมที่สูญหายไปแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆ ก็ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลาด้วย “เมื่อก่อนเรามีประเพณีโกนจุก เพราะคนมอญเข้ามาอาศัยค่อนข้างมาก รวมถึงมีการแข่งเรือกันทุกปี เด็กๆ เขาก็จะสนุกสนานกันเป็นพิเศษ” วีระ ผลงาม เจ้าของร้านยศ บาร์เบอร์ หวนเล่าความหลังให้เราฟัง สภาพชุมชนที่เปลี่ยนไป ไม่ต่างอะไรจากร้านตัดผมอายุกว่าร้อยปีของคุณพ่อของเขา ที่ตอนนี้เปลี่ยนกิจการเป็นร้านโชว์ของเก่าสำหรับนักท่องเที่ยว ป้าอ้อยเล่าต่อว่า “เรารู้สึกว่าชุมชนของเรามาถึงจุดที่เสื่อมโทรมที่สุดตอนปี 2551 เพราะมันถึงขั้นที่ว่าเราเดินออกมาจากบ้านแล้วเจอหมาอยู่แค่ตัวเดียว มองไปทางไหนก็แทบไม่มีคนอาศัยอยู่เลย คนค้าขายไม่ได้ เขาก็เซ้งกิจการและย้ายออก บ้านก็พัง ตลาดก็ตาย แถมมีคนเข้ามาค้ายา บ้านที่ยังสภาพดีหน่อยก็กลายเป็นบ้านเช่าของคนต่างด้าว

    “แต่ตอนนั้นก็บังเอิญว่ามีนักศึกษาเข้ามาทำวิจัยท้องถิ่น โดยการสำรวจว่าชาวบ้านคิดอย่างไรกับชุมชนนี้ ผลคือทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีใครอยากเห็นบ้านเราเน่า ทุกคนอยากให้ที่นี่กลับไปมีชีวิตชีวาเหมือนเดิม เราจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงรวมตัวกลุ่มคนรักหัวตะเข้ขึ้นมาหลวมๆ เพื่ออย่างน้อยก็ได้เป็นแรงกระตุ้นให้ชาวบ้านอยากปกป้องรักษาบ้านของเขา” เธอพูดพลางมองไปที่บ้านหลังเก่าริมฝั่งคลอง “แน่นอนว่าทุกคนโหยหาอดีต แต่เราคงกลับไปหาอดีตไม่ได้ แค่อยากทำให้ปัจจุบันของเราไม่เน่า ไม่เสื่อมโทรม และร่วมกันฟื้นฟูให้เป็นชุมชนที่เข้มแข็งขึ้นก็น่าจะดี”

    05 พลิกชีวิต

    “เราใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูชุมชนเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจในชุมชน เรามองว่าเป็นเรื่องรอง” ป้าอ้อยบอกเช่นนั้น สิ่งที่ป้าอ้อยและทุกคนในกลุ่มตั้งใจทำ ทั้งหมดก็เพื่อหาวิธีการที่จะกระตุ้นให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของถิ่นอาศัยตัวเอง ก่อนที่จะลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลและช่วยพัฒนากันคนละไม้คนมือ การพลิกฟื้นให้ที่นี่กลับมามีชีวิตอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งที่ยากเสมอ

    “แรกๆ ทุกคนก็ถามป้าว่า สิ่งที่เราพยายามทำอยู่นั้น เราต้องการอะไร จะลงสมัครอะไรเหรอ” ป้าอ้อยยอมรับว่า ช่วงแรกๆ ต้องคอยตอบคำถามนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยความสัตย์จริง ป้าอ้อยเป็นผู้สูงวัยที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายให้เกิดคุณค่าและมีประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่านั้น แม้เธอจะไม่ได้เกิดในชุมชนนี้ แต่ก็ย้ายได้เข้ามาอยู่ที่ได้เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ช่วงวัยสาวแรกรุ่นเธอก็ปฏิเสธชุมชนแห่งนี้เหมือนกับคนอื่นๆ แต่พ่อแม่ของป้าอ้อยกลับเห็นความคึกคักและความสุขของคนที่นี่ ก่อนที่จะมาเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ของชุมชนตลาดเก่าหัวตะเข้ก็เข้าย่างสู่วัยชรา และภาพเก่าต่างๆ ย้อนคืน ทำให้เธอมีความหวังว่าที่นี่จะกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งเหมือนในอดีต

    06 ฟื้นฟู

    “โชคดีที่มีคนคิดแบบเรา” ป้าอ้อยยิ้มและพยักพเยิดไปทาง ‘เปา’ – ชวลิต สัทธรรมสกุล เจ้าของสี่แยกหัวตะเข้ คาเฟ่ แอนด์ เกสต์เฮาส์ และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนชุมชน โดยเขาเล่าว่า แม้ตัวเองจะไม่ใช่เด็กถิ่นหัวตะเข้ แต่ก็อยู่ไม่ไกล สมัยที่เรียนช่างศิลป์ลาดกระบังก็มักจะแวะเวียนมาสเกตช์รูปอยู่บ่อยๆ ความชินตาของย่านนี้ทำให้เขารู้สึกเฉยๆ จนวันหนึ่งได้มีโอกาสกลับมาตอนที่ป้าอ้อยเริ่มมาทำตลาดนัดศิลปะ เขาจึงเริ่มมีไอเดียบางอย่างกับที่นี่

    “เราคิดว่าแค่กิจกรรมไม่น่าจะทำให้ที่นี่ยั่งยืนได้ อาจจะต้องมีจุดเช็กอินบางอย่าง” เปาเริ่มต้นเห็นด้วยกับป้าอ้อย จากนั้นไม่นานเขาก็พบว่า บริเวณสี่แยกหัวตะเข้มีบ้านไม้ปิดทึบอยู่หนึ่งหลัง เป็นบ้านหลังมุมที่ดี เขาจึงเริ่มเจรจาต่อรองเพื่อขอเช่าและเริ่มต้นรีโนเวต โดยพยายามคงเอกลักษณ์ของบ้านไม้ริมคลองไว้ ปรับจากบ้านอาศัยให้เป็นร้านกาแฟ ก่อนจะเพิ่มเกสต์เฮาส์ตามลำดับ เขาปรับให้ประตูและหน้าต่างเปิดโล่งรับลมและแสงทุกทาง กั้นห้องให้กว้างขึ้น เพิ่มต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ตามจุดต่างๆ และปรับให้มีท่าน้ำเป็นแนวยาวรอบตัวบ้าน ทำให้บรรยากาศที่นี่เปลี่ยนไป

    “หลังจากที่เปิดมาได้เกือบสามปี เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ ผู้คนกลับมาเปิดร้านขายของกันมากขึ้น ทำให้วันเสาร์อาทิตย์คึกคัก ส่วนวันธรรมดาจะค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็นี่แหละ บรรยากาศของชุมชมเรา” เปายืนยันชีวิตชีวาของที่นี่ค่อยๆ กลับมาทีละนิด กลุ่มคนรักหัวตะเข้จึงมีแรงใจจัดกิจกรรมต่างๆ ให้คนในและคนนอกอยู่เสมอ ที่สำคัญยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนช่างศิลป์เดิม หรือเด็กช่างศิลป์ที่กำลังเรียนอยู่ รวมทั้งชาวบ้านที่กลับมายิ้มและมีความสุขแบบพอดีๆ อีกครั้ง

    07 คืนถิ่น

    เช่นเดียวกับ ป้านาจากบ้านเก้าพี่น้อง บ้านไม้สามห้องที่เป็นทั้งร้านอาหาร ขนม และที่อยู่อาศัย ซึ่งตั้งแต่มีการฟื้นฟูชุมชนตลาดเก่าหัวตะเข้ขึ้น บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยปิดตายอีกเลย “ป้าคิดถึงที่นี่ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่นี่ทำให้ป้าได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพี่น้องและลูกๆ หลานๆ ที่นี่อากาศดี สงบ ไม่วุ่นวายมาก ไม่เหมือนตอนย้ายออกไปข้างนอก ที่นั่นวุ่นวาย เสียงดัง ป้าคิดว่าที่นี่แหละดีแล้ว” ไม่ต่างจากความรู้สึกของป้าสาหร่าย ช่างเย็บผ้าบ้านข้างๆ ที่ไม่ยอมย้ายออกไปไหน เพราะเหตุผลเดียวกัน ทั้งๆ ที่เมื่อสมัยก่อนบ้านหลังนี้มีอาชีพเป็นช่างตีมีด ตีเคียว ซึ่งอยู่ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟู ล่มสลาย จนกระทั่งกลับมาคึกคักอีกครั้ง 

    “ต่อจากนี้ที่นี่คงคึกคักน่าดู” ในขณะที่บ้านไม้หลายหลังกำลังรื้อและปรับใหม่ ก่อนเปลี่ยนให้เป็นอาร์ตแกลเลอรี สตูดิโอ และโฮสเทล คงกลิ่นอายสถาปัตยกรรมดั้งเดิม อารมณ์เดิมๆ “เพิ่มเติมคือความติสต์” ป้าอ้อยปิดท้ายอย่างอารมณ์ดี ก่อนอื่นต้องขอพูดถึง “คลองประเวศบุรีรมย์” กันก่อน โดยคลองแห่งนี้เป็นลำคลองสายหลักที่ใหญ่และยาวที่สุดของเขตลาดกระบัง ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในปี 2421 โดยขุดต่อจากคลองพระโขนงยาวตรงถึงแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ความยาวรวม 46 กม. และต่อมายังได้ขุดคลองแยกจากคลองประเวศบุรีรมย์ อีก 4 คลอง คือ คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสาม และคลองสี่ 

    สำหรับ “ตลาดหัวตะเข้” ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตลาดกระบังของกรุงเทพฯ ที่นี่เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุร้อยกว่าปี มีบรรยากาศของเรือนแถวไม้เรียงรายริมสองฟากฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์ เหตุที่ชื่อว่า "หัวตะเข้" ก็เพราะแต่ก่อนนี้มีจระเข้ชุกชุม ตลาดแห่งนี้ก็เหมือนตลาดโบราณหลายๆ แห่ง ที่เคยมีร้านรวงคึกคักมีชีวิตชีวา มีร้านค้ากว่าร้อยห้องและเป็นสถานที่จอดเรือซื้อขายขนถ่ายสินค้า เนื่องจากแต่ก่อนยังใช้ลำคลองเป็นเส้นทางสัญจรหลัก การค้าขายและวิถีชีวิตต่างๆ จึงเกิดขึ้นริมลำคลอง แต่เมื่อมีการตัดถนนเดินทางด้วยรถยนต์แล้ว ตลาดริมน้ำจึงค่อยๆ ซบเซา และล้มหายตายจากไปบ้าง แม้จะมีการอนุรักษ์และฟื้นฟูขึ้นมาอีกแต่ก็ยังไม่เต็มร้อยนัก ตลาดหัวตะเข้ ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีความพยายามในการฟื้นฟูให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากชาว “ชุมชนหลวงพรต-ท่านเลี่ยม” ที่พยายามหาจุดเด่นของสถานที่มาเป็นจุดขายได้อย่างน่าสนใจ โดยใกล้ๆ กับตลาดหัวตะเข้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น วิทยาลัยช่างศิลป์ ลาดกระบัง ที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2521 รวมทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรียกได้ว่าเป็นสถานศึกษาที่อยู่คู่กับชุมชนมาแต่ไหนไร ดังนั้นภาพที่คุ้นตาของคนในชุมชนคือภาพของนักเรียนนักศึกษาที่มาทำกิจกรรมในชุมชน ทั้งมานั่งวาดภาพที่ตลาดริมคลอง และหลายครั้งที่มีกิจกรรมด้านศิลปะ ชาวชุมชนเองก็ให้ความร่วมมือเป็นแบบวาดภาพบ้าง หรือคนเฒ่าคนแก่มาถ่ายทอดเรื่องราวเก่าๆ ให้ฟังบ้าง ทางชุมชนร่วมกับวิทยาลัยช่างศิลป์จึงใช้ความผูกพันนี้จัดทำเป็น “ตลาดนัดศิลปะ” ขึ้น โดยจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือน  ไม่เพียงแค่ผลงานศิลปะเท่านั้น ที่นี่ฉันยังได้ชิมอาหารอร่อยๆ ที่ชาวชุมชนตั้งใจทำให้นักท่องเที่ยวได้ชิม ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ยำแหนม สาคู ขนมปากหม้อ ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ฉันลองชิมดูจนอิ่มก่อนจะเดินชมบรรยากาศในตลาดหัวตะเข้ ที่นี่ยังมีร้านรวงเก่าๆ เปิดให้บริการ ทั้งร้านขายเครื่องเขียนเก่าแก่อย่างร้านไทยสามัคคี ที่ยังเป็นร้านประจำของนักเรียนนักศึกษาในละแวกนี้ นอกจากขายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลปะแล้วมีหนังสืออ่านนอกเวลาเก่าๆ น่าซื้อหาไปสะสมกันอีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีร้านขายของชำ ร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ให้ได้ซื้อหากันเพลินๆ ในบรรยากาศของห้องแถวไม้ริมน้ำ 

    มาเที่ยวที่ตลาดหัวตะเข้แล้ว ยังสามารถมากราบไหว้องค์เซียน หรือพระโพธิสัตว์แป๊ะโค้ว ที่โรงเจฮะเฮงตั้ว ทางฝั่งตลาดใหม่ได้ สำหรับประวัติขององค์เซียนมีอยู่ว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนท่านได้เดินทางมาจากเมืองจีนมาพำนักอยู่ในแถบลาดกระบังนี้ ท่านเป็นผู้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าด้วยการถือศีลกินเจ สวดมนต์ภาวนาอยู่ในโรงเจแห่งนี้จนได้ฌานสมาบัติ ละสังขารไปในขณะกำลังนั่งสมาธิอยู่ ร่างที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านยังคงมีผู้มาเคารพกราบไหว้กันที่โรงเจแห่งนี้ 

    ปัจจุบันมีตลาดโบราณหลายแห่งที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ไปสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน โดยหนึ่งในนั้นคือตลาดหัวตะเข้ ที่เขตลาดกระบัง ซึ่งใช้ศิลปะเป็นจุดดึงดูดหากได้แวะเวียนมาที่ตลาดหัวตะเข้ ตลาดโบราณย่านลาดกระบัง สถานที่ที่คนรักศิลปะต้องไม่พลาดคือ บ้านสามครู ที่จัดแสดงภาพวาดฝีมือศิลปินและนักศึกษาซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตริมคลองของชาวชุมชนหลวงพรต-ท่านเลี่ยม โดยที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปะชั้นดีที่มีครูศิลปะมาสอนวาดภาพและเขียนลายรดน้ำปิดทองเป็นประจำ เช่นเดียวกับร้านรับทำกรอบรูป ‘เอเฟรม’ ซึ่งโดดเด่นด้วยนำพระบรมฉายาลักษณ์ในกรอบรูปโบราณมาเรียงรายไว้บนข้างฝา ที่ดึงดูดผู้คนแวดวงศิลปะในย่านนั้นให้มาใช้บริการตลอด 15 ปีที่ผ่านมา สะท้อนวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เชื่อมโยงกับศิลปะ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตลาดหัวตะเข้ ใบชงโค ใบโพธิ์ และใบปอทะเล เป็นใบไม้ที่มักนำมาทำเป็นว่าวใบไม้ ซึ่งแม้วิธีทำจะไม่ยากและใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที แต่ก็ต้องอาศัยความชำนาญไม่น้อย กว่าจะนำมาเล่นลู่ลมได้อย่างที่เห็น โดยตลาดหัวตะเข้ตั้งอยู่ริมคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งขุดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชื่อมคลองพระโขนงเข้ากับแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งในอดีตคนในชุมชนเชี่ยวชาญด้านงานไม้ การต่อเรือ และการทำระหัดวิดน้ำเข้านา  แม้การสัญจรที่เปลี่ยนไปรวมถึงเหตุไฟไหม้ได้ทำให้ชุมชนซบเซาลง แต่ชาวบ้านกว่า 200 หลังก็พยายามฟื้นชีวิตให้ตลาดแห่งนี้และบริหารให้ยั่งยืน โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และวิทยาลัยช่างศิลป์ ที่อยู่ใกล้เคียง แม้ตลาดหัวตะเข้จะไม่คึกคักเหมือนตลาดโบราณอื่น แต่ก็ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี โดยสามารถติดตามการจัดกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก ‘ชุมชนคนรักหัวตะเข้’  ซึ่งความพยายามชุบชีวิตตลาดโบราณด้วยงานศิลปะของชาวบ้านจะไม่สูญเปล่าหากได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 

    ตลาดหัวตะเข้อยู่ริมฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์  บ้านเรือนย่านนี้อยู่บนที่ดินบริจาคของหลวงพรตพิทยพยัต (พรต เดชา : พ.ศ. ๒๔๓๘-๒๔๘๓) อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และคุณหญิงเลี่ยม (บุนนาค) พรตพิทยพยัต ผู้ภรรยา  จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ชุมชนหลวงพรต-ท่านเลี่ยม”

    ท่านเลี่ยมมีที่ดินอยู่ในบริเวณนี้นับพันไร่ และมีบ้านเรือนพำนักอาศัยในย่านนี้ เห็นเด็กๆ ไม่ได้เรียนหนังสือกันมาก จึงอุทิศที่ดินให้เป็นโรงเรียนพรตพิทยพยัต ต่อมาแบ่งที่ดินให้จนกลายเป็นบางส่วนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และวิทยาลัยช่างศิลป์ ดังที่ประวัติของโรงเรียนพรตพิทยพยัตบันทึกไว้ว่า

    “ ท่านเลี่ยม  เป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์  (วร  บุนนาค)  ดำรงตำแหน่งเป็น   สมุหกลาโหมในสมัยต้นรัชกาลที่ ๕  คนทั่วไปจึงเรียกว่าท่านเจ้าคุณทหารหรือเจ้าคุณกลาโหม  เจ้าคุณทหารเป็นบุตรคนโต  ของสมเด็จพระยามหาศรีสุริยวงศ์  (ช่วง บุนนาค)  ท่านเจ้าคุณทหารได้เป็นผู้อำนวยการขุดคลองประเวศบุรีรมย์  เชื่อมระหว่างพระโขนงกับฉะเชิงเทรา  ได้จับจองที่ดินในเขตลาดกระบังไว้  โดยมีเจตจำนงที่จะสร้างโรงเรียนให้ประชาชนในแถบนี้ได้ศึกษาเล่าเรียน  แต่ท่านถึงแก่อสัญกรรมก่อน  ท่านเลี่ยมจึงได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ทั้งหมด         

    ท่านเลี่ยมได้สมรสกับจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ต่อมาได้สมรสกับหลวงพรตพิทยพยัต (พรต เดชา)  ไม่มีบุตรธิดาเช่นเดียวกัน  ท่านเลี่ยมจึงได้เจริญรอยตามเจตนารมณ์เดิมของท่านเจ้าคุณทหาร  คือ ต้องการให้สร้างโรงเรียนขึ้นในท้องที่นี้  ท่านได้สร้างบ้านพักไว้ ๑ หลัง  (บ้านพักครูริมคลองประเวศฯ ในปี ๒๔๙๒  กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งโรงเรียนมัธยมขึ้นในท้องที่ลาดกระบัง  ได้ใช้บ้านพักของท่านเลี่ยมเป็นโรงเรียนชั่วคราว และตั้งชื่อว่า  “โรงเรียนพรตพิทยพยัต” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สามีท่าน  ได้เปิดสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม  ๒๔๙๒”       
    แปดปีก่อน สภาพบ้านเรือนในตลาดหัวตะเข้ดูโรยแรง ป้ายประกาศให้เช่าติดอยู่หน้าบ้านหลายหลัง แต่ก็ยังพอมีโรงเรียนเก่า และร้านรวงให้พอจับจ่ายซื้อของใช้ประจำวันของคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียง เช่น ร้านขายหม้อดินเผา ครก ตะกร้อสอยผลไม้ ฯลฯ ร้านขายระหัดวิดน้ำ ร้านขนมเปี๊ยะและขนมแบบจีนสองสามแห่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษก็ยังมีลูกค้าประจำทั้งปลีกและส่ง

    ส่วนร้านที่จำได้แม่นก็คือร้านขายเฟรมผ้าใบและรับทำกรอบไม้ราคาเยา เพราะตลาดนี้ใกล้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และวิทยาลัยช่างศิลป์ มีนักศึกษามานั่งวาดภาพบ้านเรือนริมน้ำอยู่เป็นกลุ่มๆของสะดุดตาอีกอย่างคือถังน้ำสังกะสีแขวนไว้ที่หน้าบ้าน มีตัวอักษรติดไว้ว่า “ชุมชนหลวงพรต” ถังนี้ตลาดไม้หลายแห่งก็มีแขวนไว้คล้ายๆ กัน เผื่อฉุกเฉินเกิดไฟไหม้ขึ้น จะได้ช่วยกันคนละไม้ละมือดับไฟได้ทัน แต่กระนั้นก็เถอะ ไฟไหม้ที่ผ่านไปก่อนที่ฉันจะไปเยือนก็คือเมื่อปี 2541 ส่วนล่าสุดก็ยังเกิดเหตุบริเวณใกล้เคียงกัน คือชุมชนหลังตลาด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ผ่านมาแปดปี…โลกออนไลน์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ภาพถ่ายดิจิทัลจากโทรศัพท์มือถือที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ทำให้ภาพตลาดเก่าและชุมชนโบราณหลายแห่งปรากฏบนเว็บไซต์และเฟสบุ๊คจนเจนตา 

    ลองค้นหาชื่อตลาดเก่าบางแห่งก็บังเอิญพบหน้าเพจหนึ่งในชื่อ “ตลาด ชุมชนโบราณ” นึกดีใจว่าภาพและเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเพจดูละม้ายกับโฟลเดอร์ภาพส่วนตัวที่มีอยู่เกินกว่าครึ่ง และเป็นภาพปัจจุบันมากกว่าที่ฉันมีอยู่…ในเมื่อความสนใจคล้ายคลึงกัน ไปเยือนในสถานที่เดียวกัน ภาพถ่ายและเรื่องราวที่ได้ก็คงไม่ต่างกันนักยุคนี้โอกาสที่เรื่องราวของตลาดหรือชุมชนโบราณจะได้รับการบอกเล่าจากคนในชุมชนเองหรือผู้ไปเยือนมาไม่นานก็ย่อมจะมีมากขึ้น ทันสมัยขึ้น สำหรับตลาดหัวตะเข้ ลองเข้าไปเยือน เพจ “ชุมชนคนรักหัวตะเข้” ก่อนจะไปเยือนสถานที่จริงก็น่าจะได้สุนทรียรสพอๆ กัน

    Read 661 times
    © 2018 Thai Local Wisdom. All Rights Reserved. Designed By Agritech